| เหยื่อดัชมิลล์ปน “จิ้งจก” ฟ้องกลับหวังเป็นต้นแบบการต่อสู้ของผู้บริโภค |
|
| นายถาวร เพชรเงินทอง |
|
|
|
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ – “ถาวร เพชรเงินทอง” ผู้เสียหายจากการดื่มนมเปรี้ยวปนซากจิ้งจก เมื่อปี 2549 ได้ยื่นฟ้องกลับคดีอาญาต่อ บริษัท แดรี่ พลัส จำกัด ฐานแจ้งความเป็นเท็จ หลังศาลจังหวัดสงขลาพิพากษายกฟ้องให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ยันเดินหน้าต่อสู้เพื่อเป็นคดีตัวอย่างให้กับผู้บริโภครายอื่นๆ รู้จักพิทักษ์สิทธิของตนเอง ตลอดจนบริษัทผู้ประกอบอาหารต้องตระหนักในความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค วานนี้ (21 มิ.ย.) ที่ศาลจังหวัดสงขลา นัดพร้อมเพื่อสืบพยาน ระหว่างคดีที่ นายถาวร เพชรเงินทอง โจทก์ และ บริษัท แดรี่ พลัส จำกัด ที่ 1, นายอนุสนธิ์ อัคลาวัณย์ ที่ 2, นายวิชิต บ้านไกรทอง ที่ 3, นายบุญชู ตันชัชวาล จำเลยที่ 4 ข้อหาหรือฐานความผิดแจ้งความเป็นเท็จ แสดงหลักฐานเท็จ หมิ่นประมาท ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ ซึ่งได้ลงคำฟ้องวันที่ 16 กันยายน 2552 ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ขณะที่ นายถาวร ผู้เป็นโจทก์ได้ซื้อนมเปรี้ยว ยี่ห้อดัชมิลล์ จากร้านชำภายใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อดูดนมจากกล่องได้เพียงเล็กน้อย รู้สึกเหมือนมีอะไรมาติดที่ปลายหลอดจนไม่สามารถดูดต่อได้ เมื่อสอบถามร้านค้าจึงทราบว่ายังเป็นสินค้าใหม่ จึงนำไปที่ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อพิสูจน์ความผิดปกติภายใน พร้อมกับถ่ายภาพนิ่งพร้อมลงบันทึกประจำวัน ซึ่งหลังจากเปิดกล่องนมดังกล่าวภายในพบซากจิ้งจกยาวประมาณ 3 นิ้ว 1 ตัว และในวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้มอบอำนาจให้นายบุญชู ตันชัชวาล จำเลยที่ 4 พร้อมด้วย นายประพัฒน์ ไชยเดช ทนายความ ได้บังอาจแจ้งความเท็จต่อพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ว่า โจทก์ได้นำจิ้งจกใส่ลงในกล่องนมเปรี้ยว และในวันเดียวกันโจทก์ได้เจตนานำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จไปแจ้งความเป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อให้เชื่อว่าโจทก์กระทำผิดกฎหมายอาญา โดยการปลอมจิ้งจกลงในกล่องนมเปรี้ยวดัชมิลล์ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ล้วนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการแจ้งความอันเป็นเท็จ ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2549 จำเลยทั้ง 3 โดย นายบุญชู ตันชัชาล จำเลยที่ 4 ผู้รับมอบอำนาจบังอาจกระทำผิดกฎหมายอาญา โดยฟ้องเท็จและบรรยาย ว่า โจทก์ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ หมิ่นประมาท และพยายามกรรโชกทรัพย์ ต่อศาลจังหวัดสงขลา ว่า มีการปลอมปนจิ้งจกลงในกล่องนมเปรี้ยวดัชมิลล์ และต่อมาในวันเดียวกันจำเลยได้หมิ่นประมาทโจทก์โดยการทำหลักฐานเท็จใส่ความโจทก์และบุคคลอื่นให้หลงเชื่อ ซึ่งน่าจะทำให้โจทย์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 โจทก์ได้บังควรข่มขืนใจจำเลย ขู่เข็ญว่า โจทก์ต้องการเงิน 5,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ยังขู่เข็ญต่อไปโดยลดจำนวนเงินลงเหลือ 300,000 บาท หากบริษัทของจำเลยไม่ยินยอมโจทก์นำหลักฐานทั้งหมดไปกระจายข่าวแพร่หลายสู่สาธารณะ ทำให้บริษัทของจำเลยได้รับความเสียหายทางการค้า ซึ่งคำฟ้องของจำเลยไม่เป็นความจริง โดยในการดำเนินคดีของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ให้การปฏิเสธมาตลอดและต่อสู้คดีจนถึงที่สุด ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดสงขลาได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยพิพากษาว่าหลักฐานของจำเลยยังไม่พอฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้นำจิ้งจกบรรจุเข้าไปในกล่องนมเปรี้ยวของกลางยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนคดีอาญา เชื่อว่า มีความผิดอาญาเกิดขึ้น และการที่โจทก์ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนก็เป็นการะทำทางกฎหมายเพื่อให้พนักงานสอบสวนบันทึกหลักฐานยืนยัน และที่โจทก์ให้ข่าว และเรียกร้องเงินจากจำเลยก็เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต โดยคิดว่าโจทก์มีสิทธิ์อันชอบที่จะทำเช่นนั้น หาใช่เป็นการใส่ความและข่มขืนจำเลยทั้งสาม ทั้งได้ความจากพยานว่าจำเลยไม่ยินยอมตามที่โจทก์เรียกร้อง นอกจากนี้ จำเลยที่ 2-3-4 ยังได้เบิกความเท็จ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 1, 2 และ 3 ได้บังอาจกระทำความผิดกฎหมายอาญาต่อเจ้าพนักงานในศาลยุติธรรม โดยเบิกความเท็จต่อศาลจังหวัดสงขลา ว่า โจทก์ได้ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จซึ่งเป็นสินค้าของจำเลยที่จัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ และในวันดังกล่าวยังได้แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ คือภาพถ่ายชิ้นส่วนด้านบนของกล่องนมเปรี้ยวดัชมิลล์ ซึ่งมีการผนึกไม่แน่นเหมือนปิดผนึกจากโรงงาน ซึ่งไม่เป็นความจริง กล่าวคือ ชิ้นส่วนด้านบนของกล่องนมเปรี้ยวดัชมิลล์ในวันที่เกิดเหตุลักษณะตะเข็บด้านบนกล่องนมด้านในดูด้วยตาเปล่าผิดผนึกแนบสนิทปกติ ไม่มีรอยแก้ไขดัดแปลง และนายบุญชู ตันชัชวาล ผู้รับมอบอำนาจ จำเลยที่ 4 รู้อยู่แล้วว่า กล่องนมเปรี้ยวถูกแกะออก ณ สภ.หาดใหญ่ ซึ่งมีประชาชนดูอยู่ แต่ก็ยังเบิกความใส่ร้ายโจทก์ว่าเป็นผู้แกะกล่องแล้วใส่จิ้งจกลงไปในกล่องนมเปรี้ยวดัชมิลล์ ซึ่งเป็นของกลางในคดีและสาระสำคัญแห่งคดี ซึ่งเป็นเท็จทั้งสิ้นและยังทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายถูกดำเนินคดีอาญาที่ศาลจังหวัดสงขลา หากโจทก์ไม่ต่อสู้คดีและนำความจริงมาเสนอต่อศาลโจทก์อาจจะมีความผิดซึ่งต้องได้รับโทษทางอาญา แต่เมื่อความจริงปรากฏศาลจึงได้มีคำพิพากษายกฟ้องไม่เชื่อพยานหลักฐานของจำเลย จากการกระทำของจำเลยทั้ง 4 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยได้แจ้งความอันเป็นเท็จ ฟ้องเท็จ และเบิกความใส่ร้ายโจทก์อันเป็นเท็จทำให้โจทก์เสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ทำให้การกระจายข่าวแพร่สู่สาธารณชนโดยทั่วไป ระยะเวลาที่ผ่านมาสังคมรอบข้างโจทก์รวมทั้งเพื่อนฝูง ญาติมิตร พากันประณามเหยียดหยามโจทก์ มองโจทก์เป็นคนไม่ดี โจทก์ต้องทนทุกข์อับอาย สูญเสียเงินทางในการถูกดำเนินคดี ซึ่งความจริงแล้วจำเลยได้มาเจรจากับโจทก์เพื่อขอยุติเรื่อง แต่ก็เพียงพูดจาเพื่อให้ผ่านพ้นไปเท่านั้น ซึ่งหากจำเลยปฏิบัติตามที่เคยเจรจา เรื่องก็ยุติไปแล้วและโจทก์ไม่ต้องเสียหายเพิ่มมากขึ้น ไม่ต้องถูกดำเนินคดีอาญา และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ทำให้โจทก์สูญเสียความมั่นใจในการดื่มนมกล่องต่อไป ทั้งนี้ ในวันนี้ศาลจังหวัดสงขลาได้นัดสืบพยาน ไต่สวนมูลฟ้องใหม่ และให้จำเลยทั้ง 4 ประกันตัวคนละ 150,000 บาท ซึ่งหลังจากนี้จะมีการสืบพยานต่อไป นายถาวร เพชรเงินทอง ชาว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวว่า การฟ้องร้องกับบริษัท แดลี่ พลัส จำกัด ในครั้งนี้ เป็นการฟ้องตามคำพิพากษาว่า บริษัทแจ้งความเป็นเท็จ แสดงหลักฐานเท็จ หมิ่นประมาท ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ หลังจากที่ตนดื่มนมเปรี้ยวดัชมิลค์แล้วพบจิ้งจกอยู่ภายในกล่อง แต่บริษัทกลับไม่แสดงความเสียใจและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่กลับพูดจาดูหมิ่นว่าการบริโภคซากจิ้งจกนั้นไม่ทำให้ถึงตาย พร้อมทั้งเสนอเงินให้ 20,000 บาทเพื่อแลกกับการถอนแจ้งความ ก่อนที่จะมีการฟ้องดำเนินคดีตนในความผิดฐานทำพยานหลักฐานเท็จ จนกระทั่งวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ศาลจังหวัดสงขลาได้พิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแต่บริษัทก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอุทธรณ์อีครั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และถือว่าเป็นข้อยุติเด็ดขาดแห่งคดี เนื่องจากหลักฐานพิสูจน์ออกมาว่ามีการพบจิ้งจกในกล่องที่ยังไม่ได้แกะจริง “ที่ผ่านมา ได้มีการลุกขึ้นใช้สิทธิของผู้บริโภค โดยร้องเรียนต่ออัยการจังหวัดสงขลา แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าจนกระทั่งคดีหมดอายุภายใน 1 ปี ผมจึงดำเนินการฟ้องร้องเอง เดินทางกรุงเทพฯ – หาดใหญ่ ตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปรากฏแล้วว่าบริษัทไม่รับผิดชอบและไร้จิตสำนึกในการเป็นผู้ประกอบการอาหารที่เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งหวังว่าจะเป็นบทเรียนให้กับผู้บริโภคให้ทราบว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้วจะต้องต่อสู้อย่างไร ตลอดจนเอาผิดให้ถึงที่สุดต่อบริษัทที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค จะได้ดูไว้เป็นเยี่ยงอย่าง” นายถาวร กล่าวในที่สุด |
| ที่มา : นสพ.ผู้จัดการออนไลน์ |
| โพสโดย : WebAdmin โพสเมื่อ22/06/2553 |
| |
|
|
| ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ |
| เร่งสร้างเขื่อนกันคลื่นทะเลกัดเซาะ (ดู: 43) |
| คณะเดินเท้าเพื่อสันติภาพเดินนับพันกิโลเมตรถึงปัตตานีแล้ว (ดู: 55) |
| เปิดเป็นทางการ...สวนประวัติศาสตร์ พล.อ.เปรมฯ (ดู: 68) |
| สงขลาพร้อมต้อนรับทัพนักวิ่ง สู่ สสส. สงขลามาราธอนนานาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ (ดู: 69) |
| เปิดสวนพรุค้างคาวเป็นปอดคนหาดใหญ่ (ดู: 74) |
| โรงเรียนร่วมใจ น้องๆปลอดภัย กับโครงการ “สวมหมวกนิรภัยให้น้อง ปี 4” (ดู: 24) |
| จับชาวมาเลย์บังคับสาวพม่าค้าประเวณี (ดู: 59) |
| สงขลา พร้อมนำเข้าแรงงานอินโดฯ (ดู: 16) |
| ดึงรัฐ-เอกชนพลิกโฉมสงขลา (ดู: 34) |
| คมนาคมจับมือมหาดไทย บูรณาการโครงข่ายเส้นทาง ยกสงขลานำร่อง (ดู: 63) |
|
ย้อนกลับ |
ดูทั้งหมด |