ค้นหา
 
   
 
City Health
 
1,411,964  ครั้ง
จาก  537  บทความ

ตั้งแต่วันที่ 19/05/2547
 
 
cityzone
 ชวนคุยชวนคิด
 เล่าเรื่องธรรม
 เล่าเรื่องเดินทาง
 มองความคิด
 ชวนชิมชวนเที่ยว
 เก็บมาฝาก
 ร่วมสนุก
 น้องนุ๊กพาเที่ยว
varietyzone
 เรื่องนี้ต้องขยาย
 สุขภาพใกล้ตัว
 ทดสอบทายใจ
 เรื่องความรัก
 สไปซี่
 แกลลอรี่
 เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่
 Talk of the Town
 รอบรู้รอบโลก
 ไอทีน่ารู้
 Idea ดีๆ
entertainment
 เรื่องขำกลิ้ง
 หนังมาใหม่
Travel Zone
 เก็บภาพมาเล่า
Community Zone
 City Club
 City Board
 City Market
 
 
 
     

  City Health  

เชื้อร้าย เอช ไพโลไร สาเหตุโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะอาหารกับเชื้อแบคทีเรีย "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร"


โรคกระเพาะอาหารที่เรียกกันแพร่หลายจนติดปากนั้น ทางการแพทย์จะหมายถึง โรคแผลเปปติค (Peptic Ulcer) ซึ่งจะเกิดเป็นแผลบริเวณกระเพาะอาหารโดยตรงหรือเกิดเป็นแผลที่บริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งอยู่ติดกับกระเพาะอาหาร 80% ของผู้ป่วยส่วนใหญ่จะประสบกับปัญหาการเป็นๆหายๆ คือหลังจากการรักษาแผลให้หายแล้ว ก็มักกลับมาเป็นแผลอีกอยู่เรื่อยๆไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในอดีตมีความเชื่อว่าโรคกระเพาะอาหารเป็นผลมาจากการที่กระเพาะอาหารมีกรดมากหรือเยื่อบุอาหารไม่แข็งแรงแต่เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันเราพบว่าโรคกระเพาะอาหารมีสาเหตุสำคัญอันหนึ่งมาจากการ ติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือ เอช.ไพโลไร (Helicobacter Pylori)


"เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร" แบคทีเรียร้ายในกระเพาะอาหาร


เป็นเวลานานกว่า 100 ปีมาแล้ว ที่มีการค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่กระเพาะอาหาร แต่ไม่ทราบถึงความสำคัญจนกระทั่งปี พ.ศ.2526 แพทย์ชาวออสเตรเลีย 2 ท่าน คือ Barry Marshall และ Robim Warren สามารถเพราะเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ และค้นพบว่าเชื้อนี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคกระเพาะอาหาร และได้ตั้งชื่อแบคทีเรียตัวนี้ว่า "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร" (Helicobacter Pylori) โดยปกติแล้วกระเพาะอาหารจะมีสภาพที่เป็นกรดอย่างแรงซึ่งจะทำหน้าที่ทำลายแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียส่วนใหญ่ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่เนื่องจากเชื้อ เอช.ไพโลไร จะมัลักษณะพิเศษที่สำคัญ คือสามารถสร้างด่างมาหักล้างกับกรดได้ ทำให้เชื้อนี้สามารถอยู่และเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดอย่างแรงในกระเพาะได้ จากการศึกษาวิจัยตลอดสิบปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า เชื้อแบคทีเรีย เอช.ไพโลไร เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร และเป็นสาเหตุที่สำคัญอันหนึ่งของโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ส่วนต้น และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงประการหนึ่งในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร พบว่าผู้ที่มีการติดเชื้อ เอช.ไพโลไร จะมีโอกาสเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเพิ่มขึ้น 6-40 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีการติดเชื้อ และมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น 2-6 เท่า เมื่อเทียบกับคนปกติที่ไม่มีการติดเชื้อ


อาการของโรคกระเพาะอาหาร


ส่วนใหญ่มีอาการปวดท้องบริเวณยอดอกหรือลิ้นปี่โดยมีประวัติเป็นเรื้อรังมานาน โดยสุขภาพทั่วไปไม่ทรุดโทรม ผู้ป่วยบางรายมีอาการ จุก เสียด แน่น เจ็บ แสบหรือร้อน โดยอาการจะสัมพันธ์กับการกินอาหารหรือชนิดของอาหารที่กิน เช่น อาจปวดมากตอนหิว หลังอาหารอาการจะทุเลา แต่ผู้ป่วยบางคนอาการจะเป็นมากขึ้นหลังอาหาร โดยเฉพาะอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เป็นต้น บางรายอาจมีอาการปวดท้องกลางคืน


จะทราบได้อย่างไรว่าติดเชื้อ "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร"


ในปัจจุบันการตรวจหาเชื้อ "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร" ส่วนใหญ่แล้วจะทำโดยวิธีการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารแล้วตัดเนื้อเยื่อบุกระเพาะมาตรวจหาเชื้อโดยเทคนิคต่างๆ เช่น วิธีทางพยาธิวิทยา หรือดูการเปลี่ยนสีของชุดตรวจพิเศษเพื่อหาเชื้อ เอช.ไพโลไร นอกจากวิธีส่องกล้องแล้ว ก็ยังมีวิธีเจาะเลือดตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ ,วิธีการตรวจลมหายใจ ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ เอช.ไพโลไร ที่ดีทีสุด แต่ราคาค่อนข้างแพงและยังไม่แพร่หลายทั่วไป


เชื้อ "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร" ติดต่อกันได้อย่างไร


สันนิษฐานกันว่าการติดต่อของเชื้อเป็นจากคนสู่คนโดยผ่านทางปาก เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายตั้งแต่ยังเด็ก เมื่ออายุมากขึ้นจะมีความชุกของการติดเชื้อนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้พบว่ามีการระบาดค่อนข้างสูงในชุมชนที่อยู่แออัดและในครอบครัวหรือในสถาบันเดียวกัน


การรักษาเพื่อกำจัดเชื้อ "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร"


ในปัจจุบันแนวทางการรักษาโดยทั่วไป แนะนำให้ตรวจหาเชื้อ เอช.ไพโลไร ในผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารทุกราย และให้การรักษาเพื่อการกำจัดเชื้อ เอช.ไพโลไร ด้วยเสมอ ถ้าพบว่ามีการติดเชื้อ เอช.ไพโลไร ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเพิ่งเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นครั้งแรก หรือเคยเป็นๆหายๆ การรักษาที่นิยมกันมากและมีประาทธิภาพสูงประกอบด้วย การใช้ยาลดการหลั่งกรด 1 ชนิด ร่วมกับยาปฏิชีวนะอีก 2 ชนิด เป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ พบว่าได้ผลการกำจัดเชื้อมากกว่า 90% ข้อบ่งชี้ว่ากำจัดเชื้อได้ คือ การตรวจไม่พบเชื้อ เอช.ไพโลไร เมื่อ 4 สัปดาห์หลังจากหยุดการรักษา


ข้อดีของการกำจัดเชื้อ "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร"


พบว่าหลังจากที่กำจัดเชื้อได้แล้ว โอกาสที่จะกลับมาเป็นแผลในกระเพาะอาหารซ้ำอีกลดลงไปอย่างมาก (จาก 80% ใน 1 ปี ลดลงเหลือไม่เกิน 10% ใน 1 ปี) และมีโอกาสหายขาด ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุกข์ทรมาน สามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาลงไปได้อย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องรักษาอยู่เรื่อยๆและยังลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร


ข้อควรปฏิบัติ


พึงระลึกไว้เสมอว่า โรคแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น มักเป็นโรคเรื้อรัง เมื่อรักษาแผลหายแล้วยังมีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก ถ้าไม่ระวังรักษาหรือปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ดังนี้


*กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย
*กินอาหารตรงตามเวลาทุกมื้อ
*กินอาหารจำนวนน้อยๆแต่บ่อย ไม่ควรกินจนอิ่มในแต่ละมื้อ
*หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของดอง น้ำอัดลม
*งดบุหรี่และงดดื่มสุรา
*งดการใช้ยาแอสไพรินและยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูกทุกชนิด(NSAID)
*ผ่อนคลายความเครียดและวิตกกังวลทั้งหลาย
*ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
*ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น อาเจียนเป็นเลือด,ถ่ายอุจจาระดำ,ปวดท้องรุนแรงหรือเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก ควรรีบไปหาแพทย์


ที่มา : รศ.นพ.อุดม คชินทร
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 
City Health ที่น่าสนใจอื่นๆ 10 อันดับ ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด
 
ย้อนกลับ | ดูทั้งหมด

 
   

     
 
พูดคุยกับทีมงาน | รู้จักCityvariety | โฆษณากับเรา | ชมสัมภาษณ์ CV ช่อง9   สถิติผู้เข้าชม

©Copyright 2002 ,CityVariety Corporation Co.,Ltd.
Tel  074-237692,074-348611   Fax  074-237735    E-mail : webadmin@cityvariety.com