ความเข้าใจผิดเรื่องการทำบุญ

สวัสดีครับแฟน ๆ CityVariety ที่เคารพรักทุกท่าน


หายหน้ากันไปหลายวันต้องขออภัยเป็นอย่างสูงครับ และต่อจากนี้ ผมขอเปลี่ยนแปลงลักษณะคอลัมน์บทความเล็กน้อยครับ โดยทุกวันจันทร์ผมจะนำเสนอบทความทั่วไปใน CityTalk และทุกวันพฤหัสจะนำเสนอบทความเกี่ยวกับธรรมะในคอลัมน์ CityDhamma


และตอนนี้ผมก็มีแรงอีกครั้งที่จะนำเสนอบทความอื่น ๆ ต่อไปมากขึ้นเพราะได้มีความคิดเห็นมาถึง จากคุณที่ใช้ชื่อว่า mthalang ให้ความเห็นว่า " ขออนุโมทนาด้วยคน น้อยคนนักที่จะได้รู้และเชื่อในธรรมชั้นสูงของพระสมณะโคดมอย่างคุณ(และผมด้วย)" ในบทความ "ได้กลิ่นหอมเมื่อได้สมาธิ" ความคิดเห็นต่าง ๆ จะเป็นกำลังใจที่ดีเยี่ยมในการนำเสนอบทความต่อ ๆ ไปครับ

และสำหรับวันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวที่ผมทราบมา และอยากให้ทุกท่านทราบมาก ๆ ครับ โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนที่เมื่อก่อนผมเองก็ไม่ค่อยรู้ แต่หลังจากบวชและศึกษาธรรมะ จึงทำให้เข้าใจมากขึ้นครับ

โดยเรื่องนี้เกี่ยวกับความเข้าใจผิดเรื่องบุญครับ ซึ่งผมนำเสนอตามความเข้าใจจากการรับฟังและการอ่านหนังสือมากพอควร แต่หากท่านผู้ใดมีความคิดเห็นเสริมหรือเป็นอื่นก็รบกวนแสดงความคิดเห็นได้น่ะครับ


ความเข้าใจผิดเรื่องการทำบุญ
พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า การทำบุญ คือ การตักบาตร การทอดผ้าป่า การบริจาคเงินช่วยผู้ยากไร้ ฯลฯ แต่เมื่อพิจารณาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จะพบว่าการให้ทานเป็นการทำบุญระดับที่ 1 เท่านั้น โดยการทำบุญที่ครบถ้วนจะประกอบด้วย “ทาน ศีล ภาวนา


โดยเริ่มจาก การให้ทาน จะได้อานิสงส์ทำให้ร่ำรวยขึ้น (แต่ไม่แน่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า) และเมื่อรวยขึ้น ก็จะส่งผลให้ลดโอกาสในการผิดศีล เช่น คนรวยมีโอกาสลักขโมยน้อยกว่า และเพิ่มโอกาสในการบำเพ็ญบุญด้วยการภาวนามากกว่าคนทั่วไป แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคนรวยยังผิดศีลอยู่ก็จะส่งผลให้เกิดกรรมโดยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ หรือเกิดกับลูกหลานของตน


ดังนั้น นอกจากการให้ทานจึงต้องรักษาศีล แต่ก็ยังไม่ทำให้พ้นทุกข์ได้ เนื่องจากเรายังได้รับผลกรรมจากชาติก่อน ๆ หรือกรรมจากความประมาทต่าง ๆ วิธีที่จะหลุดพ้นทุกข์ได้ คือการเข้าสู่นิพพาน หรือไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้


อานิสงส์ของการภาวนา
อย่างไรก็ดี แม้ในชาตินี้จะไม่ได้เข้าสู่นิพพาน แต่การภาวนาหรือการสวดมนต์นั่งสมาธิจะก่อให้ได้อานิสงส์มากมาย ได้แก่
1.       ทำให้เรียนเก่งขึ้น ทำงานดีขึ้น และตัดสินใจได้ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เคยสอบได้ที่โหล่ตอนม.3 แต่เมื่อนั่งสมาธิทุกวัน เป็นเวลา 1 ปี ทำให้สอบได้ที่ 1
2.       สร้างความแข็งแรงให้จิตใจ เพิ่มภูมิต้านทานต่อความทุกข์ โดยเมื่อสามารถอดทนต่อความเจ็บปวดทรมานต่าง ๆ ของการนั่งสมาธิ ก็จะเข้าใจว่าที่เจ็บปวดเพราะจิตไปกำหนดมัน และเช่นเดียวกับความทุกข์ที่เมื่อจิตละวาง แทนที่จะทุรนทุราย ก็ทำเป็นเหมือนดูความทุกข์ คิดได้เช่นนี้ ทุกข์จะน้อยลง
3.       อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข  เพราะการนั่งสมาธิได้ถึงระดับหนึ่งจะเกิดปัญญาเบื้องต้น ทำให้ไม่อยากผิดศีลหรือเบียดเบียนผู้อื่น มองโลกในแง่ดีขึ้น เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็จะไม่มีเหตุให้คนอื่นรังเกียจเรา หรือหากยังมี เราก็จะคิดได้ว่านี่คือกรรมที่เราเคยก่อขึ้นในชาติก่อน ๆ และเมื่อเราไม่ตอบโต้ คนเหล่านั้นก็จะกลั่นแกล้งเราน้อยลงจนหายไป และนอกจากนี้ เมื่อทุกคนมีศีลธรรม สังคมก็จะสงบสุขน่าอยู่ขึ้น
4.       สะสมเนื้อนาบุญ โดยการนั่งสมาธิจะทำให้เกิดเนื้อนาบุญ สะสมไปยังชาติต่อ ๆ ไปและทำให้ชาติต่อไปเกิดในภพที่ดี และมีสัมมาทิฏฐิ และความพยายามจนกระทั่งเข้าสู่นิพพาน
5.      ทำให้ผลของการให้ทานมาเร็วขึ้น เช่น หากให้ทานอย่างเดียวอาจรอผล 10 ปี แต่หากภาวนาด้วยจะให้ผลภายใน 3 ปีก็จะรวย


นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาตามหลักธรรม มนุษย์เป็นเพียงภพเดียวที่สามารถใช้กรรมเก่าและสร้างบุญใหม่ได้ ส่วนภพอื่น ๆ ไม่สามารถสร้างบุญเองได้ เช่น พรหม อรูปพรหม สัตว์เดรัจฉาน เปรต สัตว์นรก อสุรกาย (ยกเว้นเทวดาบางองค์ก็สามารถสร้างบุญเองได้) ดังนั้น เราทุกคนมีโอกาสดีที่สุดที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และนี่คือคำตอบของคำถามที่ว่า เราเกิดมาทำไม


เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็ขอให้ทุกท่านได้เข้าใจเรื่องบุญใหม่น่ะครับ และสอนกับลูกหลานหรือเพื่อนของท่านว่า บุญยังมีเรื่องของการทำทาน รักษาศีล และภาวนา ด้วยจึงจะครบและได้ผลที่สุดครับ

-----------------Kritchoak@Yahoo.com   Web Director of CityVariety.com

แสดงความเห็นบทความนี้