มีคนบอกผมว่าพัทลุงเป็นเมืองปิด เป็นเมืองเล็กๆที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ผมแอบเห็นด้วยเล็กๆ แต่แอบแย้งในใจ ...รู้รึเปล่าพัทลุง ชาวพัทลุง พร้อมใจที่จะเปิดเมืองต้อนรับทุกคน เพราะที่นี่มีอะไรมากมายให้ไปค้นหา แล้วเคยมาค้นหากันบ้างรึยัง บางคนบอกว่า พัทลุง เป็นเมืองผ่าน ผมแอบบสงสัย จะผ่านกันไปไหน! ทำไมไม่แวะ ทักทายเมืองนี้กันก่อน ชาวพัทลุงก็พร้อมต้อนรับทุกคน แหล่งท่องเที่ยวในพัทลุงก็มีให้เลือกเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ในความคิดผมนะ ผมว่า “พัทลุง” เป็น “เมืองน่ารัก” เมืองนี้น่ารักทั้งผู้คน น่ารักทั้งแหล่งท่องเที่ยว และที่สำคัญ น่ารักในน้ำใจ มีคนเคยพูดให้ผมคิดตามว่า......พัทลุง มีความเป็นพัทลุงที่ไม่เหมือนใคร ทำไมเมืองเล็กๆ เมืองนี้ ถึงยังยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลาง 2 กระแสวัฒนธรรมที่แข็งแรง โดยจะไม่ถูกกลืนกินจนไม่เหลือความเป็นตัวตน ทั้งสงขลา และนครศรีธรรมราช ไม่ใช่การหยัดยืนอย่างทนทาน เพียงเท่านั้น แต่ยังบ่มเพาะ รากวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมา ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม จนกลายเป็นความภูมิใจของคนพัทลุง ของชาวใต้ และของคนไทยทั้งประเทศ สิ่งหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ได้เป็นอย่างดีก็คือ “โพน” ตัวตน ตัวแทน แห่ง รูปแบบวัฒนธรรมของชาวพัทลุง ทำให้วันนี้ ผมจึงต้องออดเดินทางอีกครั้ง.....
ความจริง...ผมตั้งใจที่จะเดินทางตามเส้นทางโพน เพื่อมาร่วมงาน “ประเพณีแข่งโพน – ลากพระ จังหวัดพัทลุง” งานประจำปี ของชาวพัทลุง มาตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว เพราะภารกิจส่วนตัว เส้นการเดินทางของผมทำให้ยังไม่มีโอกาสได้มาสักที แต่ปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานหาดใหญ่ ชวนผมให้ร่วมดินทางอีกครั้ง ผมแทบจะตะครุบโอกาสนี้ไว้แน่นแบบไม่ให้หลุดมือ เพราะผมไม่อยากพลาดโอกาสดีๆอีกแล้ว
บนเส้นทางวันนี้จุดหมายแรกของพวกเรามุ่งหน้าสู่ ศูนย์ศิลปหัตถกรรมบางแก้ว ที่อำเภอบางแก้ว ไปเรียนรู้ซึมซับ รับทราบ เรื่องราวมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ อีกอย่าง ของจังหวัดพัทลุง นั้นคือ “หนังตะลุง” แม้ตอนนี้ “ครูอิ่ม” จะวางมือไปแล้ว แต่ก็ได้ตัวแทน มารับมอบงานศิลป์ชิ้นสำคัญชิ้นนี้ต่อไป ก็คือ “พี่เหลียว” ลูกชายของครูอิ่มนั้นเอง ตอนนี้การแกะหนังตลุงก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสมัย ไม่เพียงแค่การแกะตัวหนัง เพื่อเล่นหนังตะลุง เพียงเท่านั้น แต่ยังประยุกต์การแกะหนังไปเป็นรูปอื่นๆได้อีก ตามความต้องการของลูกค้า เช่น หลวงปู่ทวด ฤาษี นางฟ้า เทวดา พระพิฆเนศร หรือ แม้กระทั่ง หมีพูห์ จึงไม่แปลก ที่งานศิลป์จากที่นี่จะส่งขายออกไปถึงกว่า 15 ประเทศ ทั่วโลก และหลายจังหวัดในประเทศไทย ที่ศูนย์แห่งนี้ไม่ได้มีแต่เพียง พี่เหลียวเท่านั้น แต่ยังมีสมาชิกที่ร่วมกันอนุรักษ์งานศิลป์ชิ้นนี้เอาไว้กว่า 25 คน แม้ในกระแสทุนนิยมอย่างในปัจจุบัน ภาวะราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น แต่ทุกคนในกลุ่มก็พร้อมอนุรักษ์งานศิลป์ชิ้นนี้เอาไว้ด้วยใจรัก
พระอาทิตย์ตรงหัวแล้ว ได้เวลาหาอะไร อร่อยๆ มาใส่ท้อง ไว้เป็นทุนรอน เพื่อเผาผลาญมาใช้เป็นพลังงานในการเดินทางต่อไป พวกเราจึงมุ่งหน้า สู่ ร้านทิวทัศน์ แหลมจองถนน ร้านอาหารริมทะเลสาบสงขลา แต่อยู่พัทลุง บรรยากาศดีๆ เข้ากับอาหารรสอร่อยได้เป็นอย่างดี นอกจากที่นี่ยังเป็นร้านอาหารแล้วยังมีที่พักไว้คอยต้อนรับนักเดินทางอีกด้วย ที่พักริมทะเลสาบสงขลา เหมาะมากกับการหลบความวุ่นวายมาเติมความสงบให้กับชีวิต
ระหว่างทางพวกเราแอบแวะที่ “วัดเขียนบางแก้ว” วัดเขียนบางแก้ว ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ต.จองถนน อ.เขาชัยสน เป็นวัดโบราณอายุกว่า 1,000 ปี สร้างขึ้นในสมัยศรีวิชัย ราวพุทธศตวรรษ 15-18 ในวัดมีพระมหาธาตุเจดีย์บางแก้ว เป็นเจดีย์ก่ออิฐฐานแปดเหลี่ยม ภายในซุ้มมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ นอกจากนั้นภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์รวบรวมโบราณวัตถุไว้ด้วย ในคลองข้างวัด มีฝูงปลาพลวงมากมาย สามารถทำทานด้วยการซื้ออาหารให้ได้ เพราะเป็นเขตอภัยทานจึงไม่แปลกที่บริเวณนี้จะมีฝูงปลาอยู่มากมาย
ได้เวลาเดินทางต่อไปตามเส้นทางเลียบทะเลสาบ มุ่งหน้าสู่ “ลำปำ” แวะพักวางสัมภาระที่ติดตัวมา ที่ “ลำปำ รีสอร์ท” ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ บ้านปรางหมู่ อำเภอเมือง หมู่บ้านแห่งการทำโพน ที่นี่เราจะได้รับรู้ และซึมซับเรื่องราวของการทำโพน ให้คุ้มค่ากับการตั้งใจดั้นด้นเดินทางมาในครั้งนี้ บ้านของลุงกล่อม ชูแก้ว คือปลายทางที่เราเลือกมาเรียนรู้ คำพูดแรกของลุงกล่อม ที่บอกกับพวกเรา ทำให้ผมแน่ใจว่า ผมและพวกเรามาถูกที่แล้ว และมั่นใจได้เลยว่าที่นี่ต้องมีเรื่องราวให้เราเก็บเกี่ยวไปบอกเล่าอีกมากมาย “ลุงบอกไม่ได้หรอกว่าทำโพนมากี่ปี ลุงรู้แต่ว่าโตมาก็อยู่กับโพนแล้ว” เป็นคำพูดสั้นๆที่ลึกซึ้ง
ที่ลานหน้าบ้านลูกชายของลุกกล่อมเพิ่งได้หนังสดผืนใหม่มา พวกเราจึงได้เห็นวิธีการขึงหนังและวิธีการทำความสะอาดหนังสด ก่อนที่จะนำไปตาก เตรียมไว้ หุ้มโพน ให้เกิดเสียงก้องกังวาลตามที่ใจต้องการ ลุงกล่อมนำพวกเราไปรู้จักวิธีการนำโพนทุกขั้นตอน ลุงกล่อมเล่าให้ฟังว่า กว่าจะมาเป็นโพน 1 ลูก ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ การเลือกไม้ ก็เป็นไม้พื้นบ้านแถวๆ นี้ พวกไม้ขนุน ไม้ตาล ไม้ตะเคียน นำมาเจาะตรงกลางให้เป็นรูกลวง บาง หนา ต่างกันตามเสียงทุ้มแหลมที่ต้องการ จากนั้นจึงเริ่มขึ้นหนัง อาจจะเป็นหนังวัว หรือหนังควาย ขั้นตอนการขึงหนัง เป็นเทคนิคส่วนตัวของแต่ละคน ถือได้ว่าเป็นการอวดฝีมือกันได้เลย ว่าใครจะมีเทคนิคขึงหนังที่สร้างเสียงให้ดังกังวาลกว่ากัน
ที่บ้านของลุงกล่อม พวกเราจึงได้เห็นโพนมากมายหลายขนาด เครื่องไม้เครื่องมือมากมาย ทั้งแบบสมัยใหม่ และแบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน หลังจากนั้นลุงกล่อมก็พาพวกเราขึ้นบ้านไปตอกย้ำ ความเป็น “บ้านโพน” อีกครั้ง บนบ้านมีจำนวนโพนไม่น้อยไปกว่าใต้ถุนบ้านเลย นับรวมๆแล้วบ้านลุงกล่อมน่าจะมีโพน กว่า 30 ใบ ไม่ใช่น้อยเลยนะ ในมุมๆหนึ่ง ลุงกล่อมตั้งความภูมิใจของตนเองเอาไว้ ถ้วยรางวัลมากมายที่ตั้งอยู่ คงไม่มีคุณค่าและมีเกียรติเท่า รางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ลุงกล่อมเคยได้รับมา ทุกวันนี้ลุงกล่อมก็ยังมีความสุขอยู่กับโพนที่ตนเองรัก แม้ยังคงทำโพนอยู่ แต่อีกบทบาทหนึ่งของลุงกล่อมก็คือ “ครู” ครูผู้ที่พร้อมจะถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์บนเส้นทางโพนให้แก่ลูกศิษย์ที่สนใจ แต่ความภูมิใจของลุงกล่อมอีกอย่างหนึ่งผมคิดว่า น่าจะเกิดจากลูกชายที่ยอมรับและพร้อมที่จะสืบต่อมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ต่อจากพ่อ ความจริงอาชีพทำโพนก็สร้างรายได้ ให้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะโพน 1 ลูก มีราคาตั้งแต่หลักพันบาท จนไปถึงหลัก หลายหมื่น บาท ขึ้นอยู่กับขนาด ผมว่าใช้ได้เลยทีเดียว พวกเราลาจากลุงกล่อมออกมาก่อน เพราะในตอนค่ำเราจะไปฟังเสียงโพนของลุงกล่อมในการแข่งขันโพนที่กำลังจะเกิดขึ้น
มีเวลาเล็กน้อยพวกเรามีโอกาสได้ไปเลือกซื้อของฝากที่ทะเลน้อย เป็นการมาทะเลน้อยที่แตกต่างจากครั้งอื่นๆ เพราะเรามาซื้อของกันจริงๆ แบบว่ามาเพิ่มรายได้ให้ชาวพัทลุงกันอย่างแท้จรง พวกเราจึงเดินเข้าซอยโน่นออกซอยนี้กันแบบสนุกสนาน เพื่อหาต้นขั้วการผลิตกันแบบจริงๆ เลือกซื้อกันถึงบ้านของชาวทะเลน้อยกันเลยที่เดียวว่างั้น ก็สนุกไปอีกแบบนะ เราไม่สนใจทะเลบัวที่อยู่ตรงหน้า กลับมีความสุขกับการเลือกซื้อปลาเค็ม เลือกซื้อปลาดุกร้า แล้วก็แวะพูดคุยทักทายไปตลอดเส้นทาง จับจ่ายกันแบบจุใจแล้ว มีเวลาอีกหน่อยเลยได้มีโอกาสไปเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สวนพฤษศาสตร์พัทลุง ตามเส้นทางนี้เราได้เห็นระบบนิเวศแบบลุ่มน้ำทะเลน้อย เห็นฝูงนกอพยพมามากมาย ระยะทาง 900 เมตร ทำให้เราได้ใกล้กับชิดธรรมชาติ แม้เป็นเวลาสั้นๆ แต่ก็รู้สึกดีนะ
แล้วเราก็มุ่งหน้าสู่การแข่งโพน งานประจำปีของชาวพัทลุง ผมแอบหวังว่าน่าจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ มีผู้คนจำนวนมากมาร่วมงาน แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้า เป็นภาพงานที่ไม่ใหญ่มาก เป็นภาพขนาดพอเหมาะแต่มีสีสันมากมาย ทั้งจากฝ่ายผู้แข่งขัน และกองเชียร์ เป็นภาพความอบอุ่นแบบเรียบง่าย ผมว่านี่คงเป็นเสน่ห์อีกอย่างของเมืองพัทลุง เสียงโพนเริ่มดัง การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว ผมรีบแทรกตัวผ่านกองเชียร์มากมายเพื่อไปยืนอยู่หน้าเวที การแข่งขันเป็นออกเป็น 3 รุ่น คือ โพนขนาดเล็ก โพนขนาดกลาง และโพนขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็นคู่ๆ แล้วมาตีประชันกัน ในแต่ละคู่ที่แข่งกันก็ต้อง มีโพน 1 ลูก ที่เป็นเสียงแหลม อีก 1 ลูกเป็นเสียงทุ้ม ใครตีดังกังวาลกว่ากันก็จะเป็นฝ่ายชนะไปทันที 1 รอบการแข่งขันใช้เวลา 5 นาที แม้ผมจะไม่เข้าใจกติกาการแข่งขันมากนัก แต่เสียงโพนที่ดังกึกก้องก็ทำให้ผมสนุก แอบเชียร์ และแอบลุ้นตามไปด้วย สีสันของการแข่งขันอีกอย่างหนึ่งที่ผมแอบประทับใจคือ บรรดากองเชียร์หน้าเวที ที่เชียร์กันแบบสุดตัว ถ้านึกภาพไม่ออกลองหลับตานึกถึงภาพคนเชียร์มวยข้างเวที นั้นคือภาพความประทับใจที่ผมเห็น ทั้งตะโกนบอกเวลา ทั้งตะโกนบอกเทคนิค ทั้งตะโกนให้กำลังใจ ทำเอาผมแอบตื่นเต้นไปด้วยเหมือนกัน บอกได้เลยว่าสนุกจริงๆ แต่การแข่งขันก็ไม่ได้แข่งแบบเอาเป็นเอาตาย ใครแพ้ก็ยอมรับความพ่ายแพ้ ใครชนะก็ไม่ได้ฮึกเหิมเกินตัว เพราะยังไงก็ลูกหลานเชื้อสายโพนเหมือนกัน ปีหน้ายังคงมาแข่งแก้มือได้อีก
ผมแอบแวะไปเดินเล่นในงานด้านหลังงานขาดเล็กมีของขายไม่มากนัก ผมมาหยุดอยู่ที่เวทีรำวงย้อนยุค อยากจะขึ้นไปสนุกใจแทบขาด แต่ก็ได้แต่แอบสนุกอยู่ข้างเวที เพราะเพื่อนร่วมทางของผมไม่มีใครพร้อมที่จะไปสนุกด้วย ขึ้นไปคนเดียวตามประสาคนต่างถิ่น คงแปลกๆ ได้เวลาเดินทางกลับที่พักกันแล้ว เพราะพรุ่งนี้พวกเราตั้งใจจะไปร่วมทำบุญตักบาตรเทโวกันแต่เช้า
เช้านี้ตื่นพวกเรากันแต่เช้า มุ่งหน้าสู่สำนักสงฆ์วังเนียง จำนวนผู้คนที่มาร่วมบุญครั้งนี้ก็ไม่เยอะมากนัก สงสัยว่าพัทลุงจะเป็นเมืองเล็กๆ จริงๆ พระสงฆ์ทะยอยเดินลงจากภูเขา ผมเพิ่งเคยเห็นประเพณีตักบาตรเทโว เป็นครั้งแรก มีคนแต่งตัวเป็นเทวดานำหน้าพระสงฆ์ลงจากภูเขา ตามตำนานที่เล่ากันมา ผู้คนเริ่มตักบาตร พระสงฆ์เดินไปตามเส้นทางที่วางไว้ เพื่อให้ได้ใส่บาตรจะได้รับบุญถ้วนทั่วกัน บ้างก็นำต้มไปแขวนที่เรือพระ หลังจากเสร็จพิธี เรือพระก็ถูกลากออกมา เวียนรอบเมืองพัทลุง ก่อนที่จะไปรวมตัวกันที่หาดแสนสุขลำปำ พวกเราจึงมุ่งหน้าสู่ หาดแสนสุขลำปำ จุดชุมนุมเรือพระ ทั่วพัทลุง ที่แปลกสุดๆ เรือพระที่มีส่วนมากไม่มีล้อ ประมาณว่าลากกมาตามพื้นถนนจริงๆ อาศัยแรงศรัทธา เป็นพลังในการนำเรือพระไปสู่จุดหมาย ลองคิดดูมากระดานเรียบๆ หนักๆ ต้องใช้คนลากมาแค่ไหน ถ้าไม่ศรัทธาจริงไม่มีทางลากมาถึง ที่หาดแสนสุขลำปำ มีเรือพระมารวมกันมากมายหลากหลายๆ วัดหลายๆ อำเภอ ที่มีล้อก็มาจากที่ไกลๆ เพราะไกลขนาดนั้นหาไม่มีล้อไม่รู้กี่วันจะมาถึง ที่นี่มีการประกวดเรือพระ และมีการสืบทอดการละเล่นโบราณ “ซัดต้ม” ผมรู้แล้วว่า พัทลุงมีมรดกทางวัฒนธรรมมากมายจริง ได้เวลาแล้วที่พวกเราต้องบอกลาพัทลุง
เรามุ่งหน้าสู่จุดหมายสุดท้าย ที่ “แก่งหูแร่” อำเภอเขาชัยสน พักผ่อนสบายๆ ไปกับลำธารน้ำใส ผมว่าที่นี่เหมาะกับการล่องแก่งนะ แต่ที่นี่กลับกลายเป็นร้านอาหาร แบบบรรยากาศริมลำธาร และในลำธาร เป็นความแปลกแต่ลงตัว เติมความสุขในกระแสธรรมชาติ ลิ้มรสชาติอาหารอร่อยๆ ในลำธาร ทอดกายสบายๆ ขนานกับพื้นน้ำ มีอาหารดีๆอยู่ตรงหน้า ความสุขแบบนี้ถึงเรียกว่าการพักผ่อน ฟ้าเริ่มมืดได้เวลาเดินทางกลับสู่จุดหมายที่จากมา
แล้วผมก็ได้มา......ได้เดินทางบนเส้นทางสาย “โพน” จนได้ โอกาสดีๆบนเส้นทางมีมาไม่บ่อยนัก ผมรู้แล้วว่าผมพลาดอะไรไป แล้ววันนี้ผมรู้สึกว่าคุ้มค่าที่สุดแล้วกับการเดินทางครั้งนี้ การเดินทางทำให้เราไม่โง่ ทำให้เราเห็นอะไรมากขึ้น รับรู้ความเป็นจริง เห็นความเป็นไป ผมว่าดีกว่าการอ่านหนังสือเล่มหนาๆอีกนะ แต่สำหรับผม..... ผมมีหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ติดตัวไปในทุกเส้นทางเสมอ หนังสือเล่มนี้คือ หนังสือที่ชื่อ “ประสบการณ์ชิชีวิต” แล้วผมก็ได้บันทึกเรื่องราวของการเดินทางครั้งนี้ไว้แล้ว อยากให้ทุกคนมาร่วมเดินทางไปด้วยกัน “ พัทลุง....... เมืองน่ารัก” เมืองนี้พร้อมต้อนรับทุกคน และเปิดโอกาสให้ทุกคนมาค้นหาขุมทรัพย์ประสบการณ์ได้ตลอดเวลา.....แล้วมาเที่ยวกันนะ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในเส้นทางนี้ได่ที่
- สวนพฤกษศาสตร์พัทลุง หมู่ที่ 4 ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง 93150 โทร. 074-693052
- ศูนย์ศิลปหัตถกรรมรูปหนังบางแก้ว จังหวัดพัทลุง หมู่ที่ 1 บ้านบางแก้ว ตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โทร. 074-697160
- ร้านทิวทัศน์ 201 หมู่ 1 ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง โทร 08- 9876 -1822, 08 -1898- 4238
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานหาดใหญ่ 1 1/1 ซ.2 ถ.นิพัทธ์อุทิศ 3 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110 โทร 074-231055 แฟกซ์ 074-245986 E-mail : tatsgkhl@tat.or.th Facebook : http://facebook.com/tat.hatyai |