ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไรฝนตกบ่อยเหลือเกิน ไปเที่ยวไม่ค่อยสะดวกเหมือนเดิม ชีวิตเริ่มกร่อยๆเซ็งๆ ไปได้สักพัก ไม่ทันไรก็มีข่าวดี ให้ผมต้องออกเดินทางอีกครั้ง ก่อนที่ชีวิตจะกร่อยจนเซ็งมากไปกว่านี้ คราวนี้เป็นการเดินทางที่ผมได้ร่วมทางกับคณะใหญ่ที่สุดตั้งแต่เดินทางมา ผมมีผู้ร่วมการเดินทางไปบนเส้นทางนี้กว่า 100 คน เพราะคราวนี้ผมต้องไป “เที่ยวยกก๊วน ล่องแก่ง ชมสวนกินผลไม้” แค่รู้ว่ายกก๊วนไปเที่ยวก็รู้ได้แล้วว่าตลอดเส้นทางนี้ต้องคึกคักไปจนสุดเส้นทาง ชีวิตที่เริ่มกร่อยกลับคึกคักมาอีกครั้ง ไม่หวั่นกับสายฝนที่ตกมาเป็นอุปสรรค เมื่อใจรักที่จะเดินทางก็ต้องไป
เช้านี้เป็นอีกเช้าที่วุ่นวายที่สุด เมื่อคืนก็แทบไม่ได้นอนต้องนั่งทำงานกว่าจะเสร็จก็เกือบเช้า นาฬิกาปลุกเจ้ากรรมก็ไม่ปลุกซะงั้น หันไปมองเวลาข้างเตียง เห็นตัวเลย 6.35 พุ่งตัวออกจากเตียงอุ่นๆทันที เพราะผมต้องไปขึ้นรถตอน 7โมงเช้า รีบจัดการทุกอย่างอย่างรวดเร็วแล้วก็มาถึงจุดนัดหมายทันเวลาพอดี ผู้ร่วมทางผมมากันเต็มรถบัสทั้ง 2 คันแล้ว ผมรีบไปรายงานตัว ทำตัววุ่นวายเล็กๆ ก่อนที่จะรีบกระโดดขึ้นรถตู้ไปตามเส้นทาง
ออกมาจากหาดใหญ่ ฝนยังคงโปรยปรายมาตลอดเส้นทาง วันนี้ผมคงจะได้สีสันอะไรใหม่ๆบ้างล่ะ เพราะเป็นการเที่ยวแบบตะลุยๆ ที่ผมชอบ แต่ก็ทิ้งมันมานานเหลือเกินแล้ว ได้รื้อฟื้นความหลังกันก็ความนี้ล่ะ รถมาหยุดพักที่สี่แยกพัทลุง ให้แวะเข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสายกันก่อนที่จะออกเดินทางต่อ ผมไม่ยอมเสียเวลารีบไปหากาแฟเย็นๆมากินเรียกความสดชื่นให้กลับมาอีกครั้ง สวนกระแสความเย็นที่รายล้อมอยู่ให้รู้กันไปเลย
ไม่นานนักเราก็เดินทางกันต่อ จนมาถึง จุดล่องแก่ง “หนานมดแดง” ฝนก็ตกหนักมาเรื่อยๆ พวกเราต่างเริ่มทยอยฝ่าฝนลงไป แล้วก็มีเสียงตะโกนมาว่า ให้ไปที่อื่นก่อนเพราะคณะของพวกเรามาชนกับคณะคาราวานที่เดินทางมาถึงก่อนเราไม่นาน กำลังหนาวๆ เห็นขนมจากย่างใหม่ๆวางขายอยู่ มีหรือที่จะพลาด หาอะไรมารองท้องได้แล้วก็พร้อมที่จะเดินทางต่อ
พวกเราเดินทางออกมาตามเส้นทางจนมาถึงอ่างเก็บน้ำห้วยใส อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่ในวันนี้แทบไม่มีน้ำเลยรับรู้ได้ทันทีว่าปีนี้แล้งจริงๆ สุดถนนลาดยาง ต่อด้วยถนนดินแดง ที่ในหน้าฝนแทบไม่ต้องพูดถึง การเดินทางเริ่มทุลักทุเลแต่ก็ช่วยสร้างสีสันบนเส้นทางได้มากทีเดียว ลัดเลาะตามเส้นทาง เลียบภูเขา มาเรื่อยๆ แล้วพวกเราก็มาหยุดลงใต้ต้นประดู่ใหญ่ อายุหลายร้อยปี ที่วัดวังหอมพุทธาราม ผมแทบไม่เห็นพระสงฆ์เลย กลายเป็นว่าพวกเรามาบุกรุกวัดหรือเปล่าเนี่ย ทุกคนทยอยลงจากรถ มานมัสการหลวงปู่แสงเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่แม้มรณภาพไปแล้วศพก็ไม่เน่าเปื่อยกลับกลายเป็นหิน ให้เคารพบูชา เป็นอีกหนึ่งความมหัศจรรย์บนเส้นทางนี้
ออกจากวัดมาได้ไม่นานขบวนของเราก็มาหยุดลงที่น้ำตกหนานสวรรค์ ความสวยงามในมุมมองเล็กๆที่แฝงไว้ในป่าให้ ผมออกเดินสำรวจเพื่อเก็บภาพในมุมมองใหม่ๆ แต่สุดปัญญาจริงๆ ด้วยฝนที่ตกลงมาไม่หยุด จนเส้นทางลื่นไปหมด แต่ก็คุ้มค่าจริงๆที่ได้มา แม้ชาวบ้านในพื้นที่จะบอกกับผมว่ามาตอนนี้ยังไม่สวยเพราะน้ำน้อย แต่ผมว่าแค่นี้ก็สวยเกินบรรยายแล้ว หลังจากเดินออกมาจากแนวป่า ผมเห็นผู้คนในขบวนรุมกันทำอะไรบางอย่างอยู่บนถนน ผมรีบตามไปร่วมวงทันที
แล้วทุกอย่างก็คลี่คลาย ผู้ร่วมทางของผมต่างรุมกันซื้อผลไม้สดๆราคาถูกๆจากชาวบ้าน ที่นำมาขายกันมากมาย ทั้งมังคุดสดๆจากต้นที่ขายเพียงกิโลละ 15 บาท ทุเรียนบ้านราคาถูกอีกหลายตะกร้า ทำเอาพวกเราใช้เวลาที่นี้นานไปหน่อย เพราะนาทีนี้จะลากใครขึ้นรถให้เดินทางต่อคงลำบาก ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย สำหรับผมนั้นเหรอก็เสียเงินให้กลับทุเรียนกวนสุดอร่อยไป 1กิโล ก็กิโลละ 120 เอง ราคานี้หาซื้อในหาดใหญ่คงลำบาก แพ็คเกจก็คลาสสิกแบบบ้านทุ่ง ทุเรียนกวนห่อด้วยกาบหมากที่ไหนจะมีได้อีก แต่ผมก็ต้องเสียเงินไปอีกกับตะกร้าหวายเก่าๆฝีมือชาวบ้านที่ใส่มังคุดมาขาย ในเมื่อผมไม่กินมังคุด ก็เลยขอซื้อตะกร้าจากป้ามา ป้าแกก็ใจดีขายให้ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจของการเดินทางในครั้งนี้ ได้เวลาที่ต้องออกเดินทางต่อ เมื่อท้องเริ่มร้อง เป็นสัญญาณว่ารีบไปหาอะไรมาถ่วงท้องกันเถอะ ก่อนที่จะเริ่มเดินทางไปต่อ
พวกเรากลับมาที่จุดล่องแก่ง “หนานมดแดง” อีกครั้ง เพื่อมาล้อมวงกินข้าวเที่ยง เป็นอาหารพื้นบ้านง่ายๆ แต่อร่อยเด็ดจริงๆ เก็บเกี่ยวเรี่ยวแรงกันก่อนที่จะลงไปผจญภัยในสายน้ำ หนังท้องเริ่มตรึงแล้ว ผมออกมาเดินย่อยได้พักใหญ่ ผู้ร่วมทางของผมต่างสนุกสนานกับการถ่ายรูป ไม่นานนักก็ได้เวลาล้อมวงท่ามกลางละอองฝน เตรียมความพร้อมซักซ้อมความเข้าใจกันก่อนที่จะไปล่องแก่งกัน เมื่อพร้อมกันแล้วทุกคนต่างกระโจนขึ้นรถกระบะที่มาจอดรออยู่เพื่อส่งพวกเราไปยังจุดเริ่มต้นที่อยู่ห่างออกไปอีก 6 กิโลเมตร พวกเราต้องไปเริ่มต้นที่นั่นก่อนที่จะล่องมาตามสายน้ำแล้วมารวมกันที่นี้อีกครั้ง
พวกเรามารวมกันที่จุดเริ่มต้นสีสันของเรือ และเสื้อชูชีพ ช่วยสร้างสีสันได้มากทีเดียว สำหรับในวันที่ฟ้าหม่นด้วยเมฆฝน แล้วพวกเราก็ทยอยลงเรือ ล่องไปตามสายน้ำ 2 ข้างทางบางช่วงยังเป็นป่าที่สมบูรณ์ บางช่วงก็เป็นสวนผลไม้ เรามากันช่วงนี้พอดี ในบางครั้งทีมงานใจดีก็จอดเรือลงไปเก็บมาให้พวกเราได้ชิม ทั้งทุเรียน และมังคุด ลองนึกภาพตามนะได้กินผลไม้สดๆท่ามกลางธรรมชาติ และสายน้ำจะมีความสุขแค่ไหน แต่ก็ยังมีปลายทางรออยู่ เราต้องผ่านแก่งถึง 5 แก่ง ตลอดระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร ทั้งแก่งลุงจวน แก่งสองพี่น้องที่ท้ายทาย แก่งมดแดงที่กว้างและท้าทาย แก่งยาว และแก่งไม้ไผ่ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง พวกเราก็ทยอยมาจนถึงจุดหมาย ทำเอาเหนื่อยกันเลยที่เดียว แต่พวกเราก็สนุก ผมสังเกตได้จากรอยยิ้มและเรื่องราวที่แต่ละคนหยิบมาคุยกัน เปลี่ยนเสื้อผ้าพักจนหายเหนื่อยกันแล้วเราก็พร้อมที่จะเดินทางต่อไป แต่น่าเสียดายที่เวลามีไม่มากพอให้พวกเราได้ไปตะลุยในจุดอื่นๆ ความจริงที่นี้นอกจากจะมีกิจกรรมล่องแก่งแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมดีๆ อีกเพียบเลย เช่น เดินป่าในเส้นทางน้ำตกหนานปลิว เส้นทางตะลุยถ้ำวังนายพุฒ เอาไว้โอกาสหน้า มีเวลารับรองผมไม่มีทางพลาดที่จะกลับมาเติมเรื่องราวให้ครบถ้วนแน่นอน
เย็นมากแล้วพวกเราต้องรีบเดินทางต่อ มาอีกสักพักก็มาถึง สวนสละอินโดลุงเชต ฟ้ามืดลงมาก พวกเดินตัดสวนยางเข้าไปยังสวนสละที่ลุงเชตมารอต้อนรับเราอยู่ แม้วันนี้ค่ำซะก่อนที่จะได้ชมสวน แต่ลุงเชตก็มีสละอินโด เนื้อร่อน หวานกรอบ ไม่ติดเม็ด มาให้เราลองชิม และเลือกซื้อกันอย่างเต็มที่ก่อนเดินทางกลับ สวนสละของลุงเชตปลูกมาได้ 10 กว่าปีแล้ว ในแต่ละปีแทบไม่พอขาย สุดยอดจริงๆ แล้วก็ถึงเวลาที่ต้องกลับ ลุงเชตรีบขับมอเตอร์ไซค์มาดักส่องไฟให้พวกเรา เพราะเห็นว่าค่ำแล้วเดี๋ยวจะมองไม่เห็นทาง เป็นน้ำใจสุดท้ายที่ผมได้รับในวันนี้ จากการตะลุยตามทางมาตลอดทั้งวัน พวกเราทยอยขึ้นรถเตรียมเดินทางกลับ แต่ผมคิดว่ารถในเที่ยวกลับคงจะหนัก และแน่นกว่าในขามา เพราะเต็มไปด้วยเรื่องราวดีๆ ตลอดเส้นทาง อบอวลไปด้วยประสบการณ์ในการตะลุยเที่ยวในรูปแบบที่หลายๆคนไม่เคยได้สัมผัส เป็นการหนีออกนอกเมืองที่วุ่นวาน พักผ่อนจากเรื่องราว และการงานที่เหนื่อยหนัก มาพักผ่อนคลายกันแบบสุดๆเต็มที่
สำหรับผมก็เหมือนเดิม ในทุกๆเส้นทางที่ผมได้ออกเดิน ช่วยเพิ่มรอยหยักในสมองให้ผมทุกๆครั้ง ผมเชื่อว่าการเดินทางทำให้ผมฉลาดขึ้น ฉลาดที่จะมองโลกให้เป็น ฉลาดในการเลือกใช้ชีวิต และฉลาดที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่กับสิ่งที่ผมรัก วันนี้ผมและผู้ร่วมทางของผม ได้ปล่อยภาระที่หนักอึ้งแบบชีวิตในเมือง จนมือทั้งสองข้างว่างเปล่า แล้วมาประสานมือกันค่อยๆ โอบ ค่อยๆ กอดเมืองไทย ให้อบอุ่นและหายเหนื่อยขึ้นมาบ้าง แม้จะเป็นอ้อมกอดที่เล็กๆ แต่ผมว่า ต่อไปคงสร้างแรงผลักดันให้เกิดอ้อมกอดที่ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แล้วเมืองไทยที่เรารักจะได้หายเหนื่อยซะที ขอบคุณพัทลุงที่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของอ้อมกอดนี้ ขอบคุณ ททท.สำนักงานหาดใหญ่ ทีมงานทุกคน ที่เปิดโอกาสให้เราร่วมแรงกันไปกอดเมืองไทย และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดขอบคุณผู้ร่วมทางทุกคนที่มาเพิ่มความอบอุ่นให้เมืองไทย และสุดท้ายขอบคุณเมืองไทยที่ยังมีสิ่งดีๆให้เราออกไปค้นหา อย่าปล่อยให้ชีวิตหยุดนิ่งรีบกอดคนรอบข้าง แล้วออกไปกอดเมืองไทยให้หายเหนื่อยกันนะ
|