ค้นหา
 
   
 
City Talk
 
443,269  ครั้ง
จาก  141  บทความ

ตั้งแต่วันที่ 04/09/2549
 
 
cityzone
 ชวนคุยชวนคิด
 เล่าเรื่องธรรม
 เล่าเรื่องเดินทาง
 มองความคิด
 ชวนชิมชวนเที่ยว
 เก็บมาฝาก
 ร่วมสนุก
 น้องนุ๊กพาเที่ยว
varietyzone
 เรื่องนี้ต้องขยาย
 สุขภาพใกล้ตัว
 ทดสอบทายใจ
 เรื่องความรัก
 สไปซี่
 แกลลอรี่
entertainment
 เรื่องขำกลิ้ง
 หนังมาใหม่
Travel Zone
 เก็บภาพมาเล่า
Community Zone
 City Club
 City Board
 City Market
 
 
 
     

  City Talk  

มีอะไรน่าทำกว่าแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 อีกเยอะ
มีอะไรน่าทำกว่าแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 อีกเยอะ
 

ผมไม่เคยเขียนวิจารณ์โครงการของรัฐบาล แต่หลังจากที่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คอลัมน์หมายเหตุประเทศไทย ตอน การศึกษาไทยยุคดิจิตอล ฉบับวันพฤหัสที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 แล้วรู้ว่ารัฐบาลกำลังจะใช้งบเกือบ 3,000 ล้าน ซื้อแท็บเล็ต 900,000 เครื่องแจกให้เด็ก ป. 1  จึงอยากมีส่วนออกความเห็นเพิ่มเติม

ไม่ใช่ว่าเพราะลูกตัวเองไม่ได้อยู่ ป. 1 แล้วไม่ได้รับจึงไม่ค่อยพอใจ แต่รู้สึกเสียดายงบประมาณที่จะเอาไปละลายแม่น้ำอีกครั้งเหมือนหลาย ๆ โครงการ และยิ่งนึกยิ่งเห็นว่าปัญหาของการแจกแท็บเล็ตที่รัฐบาลไทยไปเลียนแบบเกาหลีใต้จะมีอะไรบ้าง ลองดูว่าจะเป็นจริงรึเปล่า

  1. เด็กจะเอาแท็บเล็ตไปเล่นเกม  ดูง่าย ๆ ขนาดแท็บเล็ตของผม ลูกยังแย่งไปเล่นเกมเลย มีซักสองสามเปอร์เซ็นต์ที่จะเอาไปหาข้อมูลทำการบ้าน  เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่เด็กก็จะมีอบายมุขมอมเมามากขึ้น นอกเหนือจากละครน้ำเน่าที่บ่มเพาะทุกคืน นี่ยังไม่รวมสื่อลามกที่เด็ก ๆ อาจจะเห็นเร็วมากขึ้น  รวมทั้งต้องยอมรับว่าเด็กไทยและผู้ปกครองส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานเล่นคอมยังไม่เป็น ไม่เหมือนเด็กเกาหลีที่มีความสามารถใช้คอมพิวเตอร์อันดับ 1 ของโลก  
  2. เด็กไทยจะยิ่งเขียนหนังสือไทยไม่ได้ อย่าว่าอะไรเลย ตอนนี้ถ้าไปดูวัยรุ่นหรือคนเพิ่งเรียนจบส่วนใหญ่จะเห็นว่าสะกดภาษาไทยกันผิดอย่างเหลือเชื่อ ยิ่งถ้าเป็นภาษาอังกฤษยิ่งอ่านไม่ออกแปลไม่ถูกกันเละเทะ เหลือเชื่อที่เด็กรุ่นใหม่เรียนกันหนักกว่าเด็กรุ่นเก่าเยอะ ไอทีก็มีเพียบ แต่ความรู้ด้านภาษาไม่รู้หายไปไหนหมด ยิ่งถ้าเราส่งเสริมแต่แท็บเล็ต เด็กไทยก็จะยิ่งหลงทางกันไปใหญ่  ไม่เหมือนเกาหลีใต้ที่ยังคงรักษาตำราที่เป็นกระดาษและเห็นว่าการคัดลายมือยังเป็นเรื่องจำเป็น
  3. ครูสอนแท็บเล็ตไม่เป็น   ผมยังงงว่าแจกเฉพาะเด็กแต่ครูไม่ได้รับแจก  ไม่มีการอบรมครู แต่รีบจะแจกแล้ว แล้วครูจะใช้เป็นได้อย่างไร แล้วจะสอนเด็กอย่างไร
  4. ไม่มีเนื้อหา  สิ่งที่จำเป็นเท่าฮาร์ดแวร์หรือตัวเครื่องก็คือซอฟท์แวร์และเนื้อหา ซึ่งผมก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเมืองไทยจะมีเนื้อหาดิจิตอลจากที่ไหน และหากให้ดาวน์โหลดเนื้อหาจากเซิร์ฟเวอร์ของสำนักพิมพ์หรือกระทรวง  แล้วใครจะจ่ายค่าเนื้อหา (content) ให้สำนักพิมพ์ ส่วนสำนักพิมพ์ก็ไม่แฮปปี้ที่จะไม่พิมพ์หนังสืออยู่แล้ว ก็ยิ่งต่อต้านการให้เนื้อหา
  5. 5.       ไม่มีระบบอินเตอร์เน็ตรองรับ  ขนาดในตัวเมืองยังหา wifi ยากเลย ถ้าจะใช้ 3G ก็ต้องจ่ายแพง แต่ละโรงเรียนก็ยังไม่เห็นมีอินเตอร์เน็ตเจ๋ง ๆ แล้วอย่างนี้เด็กจะโหลดเนื้อหาหรือซอฟท์แวร์ใหม่ ๆ มาบรรจุในแท็บเล็ตได้อย่างไร
  6. ไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตแท็บเล็ตเอง  ไม่เหมือนเกาหลีใต้  ที่เหมือนกับผลิตเองใช้เอง และแท็บเล็ตสองพันกว่าบาทก็ไม่รู้จะดีแค่ไหน หากเสียหายแล้วจะซ่อมยังไง แล้วถ้าสูญหาย เด็กต้องซื้อชดใช้รึเปล่า  และยิ่งลงลึกก็จะสงสัยว่าทำไมจึงแจกแจกทุกคน  ไม่เหมือนเกาหลีใต้ที่แจกเฉพาะเด็กที่มาจากครอบครัวรายได้น้อย

 

สิ่งที่น่าทำเพื่อสนับสนุนการศึกษามีมากกว่าการแจกแท็บเล็ตอีกเยอะ  ในส่วนตัวผมมีข้อเสนอดังนี้

  1. ปรับปรุงหลักสูตรใหม่โดยให้ติวเตอร์ระดับประเทศมาร่วมด้วย  ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผมมีความคิดเห็นส่วนตัวก็คือเนื้อหาหลักสูตรปัจจุบันที่มีเนื้อหาเยอะมากถึงมากที่สุด ดูได้จากขนาดของหนังสือที่หนาและใหญ่กว่าสมัยก่อนสองถึงสามเท่า กลายเป็นว่าเด็กเรียนมากแต่รู้น้อย ทุกอย่างจะถูกอัดในหนังสือ และเรียนกันไม่ทัน และโรงเรียนส่วนใหญ่จะเลี่ยงโดยบอกเด็กว่าออกข้อสอบบทไหนบ้าง เด็กก็จะอ่านหนังสือเฉพาะบทนั้น ๆ ไม่ต้องอ่านทั้งเล่มเหมือนเด็กสมัยก่อนทำให้ขาดความรู้บางอย่างไป ส่วนคณิตศาสตร์ยิ่งงงกันไปใหญ่เพราะเนื้อหาที่เรียนไม่ยากแต่พอสอบปลายภาคจะยากมาก และถ้าเป็นข้อสอบเข้าเรียนต่อยิ่งยากมหาศาล กลายเป็นว่าต้องเรียนพิเศษเพิ่มเท่านั้นจึงจะทำได้ และผู้ที่รู้หัวใจของเนื้อหาหลักและการประยุกต์ใช้จึงน่าจะเป็นติวเตอร์ที่น่าจะมาช่วยกันปรับปรุงหลักสูตรใหม่ไปเลยทีเดียว ซึ่งเหลือแต่ผู้รับผิดชอบจะเปิดใจแค่ไหน
  2. จัดตั้งห้องพิเศษโครงการช้างเผือกเรียนอาชีวะ  โดยจะเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานมีฝีมือและช่าง  เพราะตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ไทยเราได้สร้างทัศนคติให้เด็กเน้นเรียนสายวิทย์เท่านั้น ค่านิยมส่วนใหญ่จะเห็นว่าเด็กที่เรียนสายอาชีพจะเรียนไม่ค่อยเก่ง  รัฐบาลจึงน่าจะเอางบประมาณมาเน้นตรงนี้ โดยอาจเลียนแบบโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ที่มีห้องพิเศษเด็กเรียนฟรีแต่มีการคัดเลือกกันอย่างเข้มข้น จากเด็กหลายหมื่นเหลือสองร้อยคน แถมยังต้องเข้าค่ายทดสอบ EQ ซึ่งถ้าเราทำอย่างนี้กับสายอาชีวะก็น่าจะเวิร์คมาก

ที่วิจารณ์ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ทำด้วยอารมณ์แต่นึกถึงอนาคตของประเทศไทยที่จะต้องมีเยาวชนของชาติมาเป็นผู้รับผิดชอบต่อไป ก็หวังแต่ว่าท่านผู้อ่านได้ฉุกคิดตามและนำความคิดไปเผยแพร่ให้เพื่อน ญาติและลูกหลาน  เผื่อซักวันลูกหลานเหล่านั้นได้เป็นผู้มีส่วนกำหนดอนาคตประเทศไทย !

--------------  กฤตโชค ชัยพัฒนาการ  kritchoak@yahoo.com Web Director of CityVariety.com------------------

 
ความคิดเห็นที่ 1
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

โดย : ธนอรรถ สุทธกรณ์    sthanaart@yahoo.com    IP : 182.53.182.xxx
Date : 2012-03-09 10:10:22
แสดงความคิดเห็น
B I I COLOR IMG LINK LINK
  ชื่อ
  ติดต่อ  ( เบอร์โทร,E-mail )
  รหัสรูปภาพ
          
City Talk ที่น่าสนใจอื่นๆ 10 อันดับ ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด
 
ย้อนกลับ | ดูทั้งหมด

 
   

     
 
พูดคุยกับทีมงาน | รู้จักCityvariety | โฆษณากับเรา | ชมสัมภาษณ์ CV ช่อง9   สถิติผู้เข้าชม

©Copyright 2002 ,CityVariety Corporation Co.,Ltd.
Tel  074-237692,074-348611   Fax  074-237735    E-mail : webadmin@cityvariety.com