สวัสดีครับ แฟน ๆ CityVariety ที่เคารพรักทุกท่าน ปีใหม่นี้ก็ขออำนาจพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวมีความสุข แข็งแรง ร่ำรวย มีจิตใจสดใสครับ
เมื่อนึกถึงปีที่เราจะเผชิญอยู่นี้และปีต่อ ๆ ไป ไม่มีทางเลยครับว่าจะไม่มีใครเจออุปสรรคหรือความทุกข์ เพียงแต่ว่าจะสามารถรับมือได้เก่งแค่ไหน เป็นเรื่องแปลกครับว่า ปัญหา เหตุการณ์หรืออุปสรรคเหมือนกัน แต่คนหนึ่งเจอกับอีกคนหนึ่งเจอปัญหาเดียวกันกลับมีสภาพความทุกข์ต่างกันก็เพราะภูมิต้านทานต่างกัน และมองต่างกัน คนหนึ่งคิดว่าเป็นความโชคร้ายแสนสาหัส แต่อีกคนหนึ่งกลับมองว่าเป็นวิกฤติที่สามารถสร้างเป็นโอกาส และผมขออนุญาตยกตัวอย่างตัวผมเองให้เห็นภาพง่ายขึ้นครับ (แต่โปรดอย่าคิดว่าผมอวดอ้างน่ะครับ เล่าเรื่องตัวเองจะได้ไม่กระทบใคร)
โดนชนท้ายแล้วหัวเราะ
เมื่อกลางปีก่อน มีอยู่วันหนึ่ง ผมหยุดรถติดไฟแดง อยู่ดีดี รถอื่นก็ไหลมาชนท้ายดังปึง แทนที่ผมจะโมโห แต่ผมกับลูกกลับหัวเราะกันในรถเหมือนกับนั่งในเครื่องเล่นสวนสนุกแล้วมีอะไรมากระแทกซะตกใจ ผมก็ประเมินว่าไม่น่าจะหนักหนาอะไร แล้วผมก็มองวิกฤติเป็นโอกาสสอนลูกทันทีว่า นี่ยังดีน่ะที่รถมาชนท้าย เราไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ป่าป๊าเคยเห็นในหนัง ถ้ารถมาชนด้านข้างเนี่ย จะอันตรายมาก บางคนถึงพิการหรือตายเลย นี่เราโชคดีแล้วน่ะที่เค้าแค่มาชนท้าย แล้วก็คิดในใจว่าเฮ้อ ต้องเสียเวลาเอาไปซ่อมสีอีก ลำบากนิดหน่อย ไม่มีรถใช้แต่ก็ดีกว่าเจ็บตัว
แพ้ยาก็ดีไม่ต้องกิน
ซักสามสี่ปีมาแล้วที่ผมมีอาการแพ้ยาแก้ไข้รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งตาบวม หน้าบวม หัวใจเต้นเร็ว ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าแพ้ส่วนผสมตัวไหน แต่ตอนหลังก็สรุปว่าน่าจะแพ้ยาพาราเซตามอนที่เป็นตัวหลักในการแก้ไข้ และก็ไม่กล้ากินพาราอีกเลย เพราะแพ้ยาจนต้องเข้านอนที่โรงพยาบาล หลังจากนั้นเมื่อเป็นไข้อีกจึงต้องใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวทั้งคืน สลับกับกินน้ำเยอะ ๆ ให้ฉี่มาก ๆ จะได้ระบายความร้อนทางน้ำ (คิดเอง) แต่ก็ทรมานทั้งคืน เดี๋ยวลุกฉี่ลุกฉี่สลับกับเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัว จนต้องหาวิธีรับมือไม่งั้นแย่แน่ จนพบบทสรุปว่ามีสามขั้นในการรับมือหวัด เริ่มจากหนึ่งจะต้องระวังไม่ให้ศีรษะถูกฝน หากไม่มีร่มก็ต้องหาหนังสือพิมพ์กันหัว และสองหากรู้สึกคล้ายจะเป็นหวัดก็รีบกินวิตามินซีเม็ดใหญ่กับฟ้าทะลายโจรแคปซูล และสามคือจะต้องออกกำลังกายสร้างภูมิต้านทาน ซึ่งวิธีการทั้งสามข้อนี้ทำให้ผมแทบจะไม่เป็นไข้หรือเป็นหวัดเลยตลอดสามปีที่ผ่านมา และเมื่อมองในแง่ดีก็พบว่า ก็ดีเหมือนกันว่าเราจะได้ไม่ต้องหยุดงานเพราะไม่สบาย และไม่ต้องกินยาที่ต้องไปสะสมในตับทำลายสุขภาพในที่สุด
โชคดีที่แค่ท้องอืด
ตั้งแต่ทำงานที่กรุงเทพเมื่อหลายปีก่อนแล้วที่ผมมักมีอาการท้องอืด เข้าใจว่าเกิดจากความเครียดเพราะรู้สึกว่าเครียดมากจริง ๆ เมื่อกลับมาทำงานที่หาดใหญ่ได้สองอาทิตย์ อาการท้องอืดจึงหายไป แต่มาพักหลังกลับเกิดอาการท้องอืดอีกจนบางครั้งเจ็บท้องทั้ง ๆ ที่ไม่เครียด เข้าใจเองว่าอาจเกิดจากการที่ตับของผมอักเสบเล็กน้อย จึงทำให้ไม่สามารถขับน้ำดีมาย่อยไขมันในกระเพาะได้เต็มที่ แต่ก็สังเกตได้อย่างหนึ่งว่าหลังจากที่ผมบวชเมื่อปลายปี 50 ตอนนั้นฉันมื้อเดียวจึงทำให้น้ำหนักลดไปสามกิโล และก็ไม่มีอาการท้องอืดหลายเดือนจนกระทั่งเมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้นก็ทำให้ท้องอืดอีก ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่บังคับให้ผมต้องควบคุมน้ำหนักและข้อดีอีกอย่างก็คือทำให้ผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพพอสมควรครับ และเมื่อเห็นคนอ้วนมาก ๆ ก็ทำให้คิดว่า ถ้าเค้าเริ่มอ้วนแล้วท้องอืดจนเจ็บท้อง เค้าคงไม่กล้าอ้วนจนถึงขนาดนี้ นี่เราโชคดีจริงที่เหมือนมีอาการมาเตือนก่อน ไม่งั้นคงอ้วนตุ๊ต๊ะและเป็นโรคต่าง ๆ ร้ายแรงแล้ว
เป็นตับอักเสบก็ดีไม่ต้องกินเหล้า
โรคประจำตัวอย่างหนึ่งของผมก็คือมีภาวะตับอักเสบเล็กน้อย เป็นมาหลายปีก็ไม่หาย แต่ก็ดีขึ้น เมื่อมองในแง่ดีก็คือ เป็นการบังคับให้ผมต้องไปตรวจสุขภาพบ่อย ๆ ปีละสองสามครั้งเพราะมีหมอเคยขู่ว่าตับอักเสบเล็กน้อย ถ้าดูแลตัวเองไม่ดีจะมีโอกาสทำให้ตับแข็งหรือเป็นมะเร็งตับได้ ผมจึงต้องตรวจสุขภาพและดูแลตัวเองให้ดีเพราะยังอยากมีชีวิตยืนยาวดูลูกโต และมองในแง่ดีอีกอย่างก็คือ เวลามีใครชวนดื่มเหล้า ผมก็พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ดื่มไม่ได้ครับ เป็นตับอักเสบเล็กน้อยอยู่ เห็นมั๊ยครับ ไม่ต้องกินเหล้าโดยไม่ต้องโกหกแต่อย่างใด
บทสรุป
เห็นมั๊ยครับว่าหลาย ๆ ครั้ง เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาได้ก็จริง แต่ถ้าเรามีตั้งสติให้ดี มองในแง่ดีได้ก็จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส แต่ต้องระวังว่าต้องยึดทางสายกลาง ไม่ใช่คิดสุดโต่งว่าก็ดีเหมือนกันแล้วไม่ยอมทำอะไร เช่น ขี้เกียจทำงานแล้วบอกว่าก็ดีเหมือนกันจะได้รู้จักค่าของเงิน อย่างนี้เป็นความเห็นผิดครับ ชีวิตยังจะต้องต่อสู้ต่อไปครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนในปีใหม่ครับ สวัสดี
------Kritchoak@yahoo.com Web Director of CityVariety.com |