ค้นหา
   
 
City Dhamma
 
529,671  ครั้ง
จาก  48  บทความ

ตั้งแต่วันที่ 20/02/2551
 
 
cityzone
 ชวนคุยชวนคิด
 เล่าเรื่องธรรม
 เล่าเรื่องเดินทาง
 มองความคิด
 ชวนชิมชวนเที่ยว
 เก็บมาฝาก
 ร่วมสนุก
 น้องนุ๊กพาเที่ยว
varietyzone
 เรื่องนี้ต้องขยาย
 สุขภาพใกล้ตัว
 ทดสอบทายใจ
 เรื่องความรัก
 สไปซี่
 แกลลอรี่
 เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่
 Talk of the Town
 รอบรู้รอบโลก
 ไอทีน่ารู้
 Idea ดีๆ
entertainment
 เรื่องขำกลิ้ง
 หนังมาใหม่
Travel Zone
 เก็บภาพมาเล่า
Community Zone
 City Club
 City Board
 City Market
 
 
 
     

  City Dhamma  

มาถือศีล 8 วันพระกันเถอะ
มาถือศีล 8 วันพระกันเถอะ
 

สวัสดีครับ แฟน ๆ CityVariety ที่เคาพรักทุกท่าน ต้องขอขอบพระคุณที่ติดตามอ่านบทความ CityDhamma กันมากมาย บทความละหลายพันครั้งพร้อมทั้งมีความคิดเห็นดีดีมากมาย สิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจให้เขียนบทความซึ่งยังมีเรื่องราวมากมายน่าสนใจอยากถ่ายทอดให้อ่านกันครับ อย่างวันนี้อยากมาถ่ายทอดแนวคิดการถือศีล 8 ซึ่งผมได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นปี 53 และรู้สึกดี ลองอ่านดูครับ

เสียดาย คนไทยไม่ค่อยรู้ว่าการทำบุญคืออะไร

มีคนจำนวนมากรวมถึงผมด้วยเมื่อหลายปีก่อนมักเข้าใจแค่ว่าการทำบุญหมายถึงการไปตักบาตร ถวายเพล หรือถวายสังฆทานเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วการทำบุญมีมากถึง 10 วิธีเรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 แต่มี 3 ข้อที่พุทธศาสนิกชนควรเน้น คือ ทาน ศีล ภาวนา

ซึ่งอานิสงส์แบบคร่าว ๆ ของการทำบุญทั้งสามแบบแตกต่างกันไป คือ ผลของการให้ทาน คือ รวย (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ทำบุญอย่างไรให้ได้ผล http://www.cityvariety.com/index.php?cmd=citycontent&option=dhamma&id=6035) ผลของการรักษาศีลคือ สวย ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ และผลของภาวนา คือ มีปัญญา โดยบุญใหญ่ที่สุดที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้คือการภาวนา เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ซึ่งก็จะมีคนถามต่อว่างั้นก็ภาวนาอย่างเดียวไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่น ก็ขอตอบว่า การภาวนาได้บุญเยอะจริงแต่ก็จะเป็นคนมีปัญญาอย่างเดียว แต่อาจไม่มีเงินใช้เพราะไม่เคยให้ทานหรืออาจเป็นโรคภัยไข้เจ็บ เพราะผิดศีล

ศีล รากฐานแห่งสมาธิและปัญญา

โดยเฉพาะศีลเป็นฐานที่สำคัญของการทำให้เกิดมีสมาธิ ดังจะเห็นได้จากไตรสิกขาที่ประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสเปรียบเทียบว่าศีลเปรียบเหมือนหลังคาบ้านและฝาบ้าน หากไม่มี เราอยู่ในบ้านก็จะไม่สงบ ไม่สามารถทำให้มีสมาธิได้ ซึ่งเมื่อคิดตามก็จริงและไม่แปลกเพราะอย่างเช่น หากคน ๆ นั้นไปฆ่าสัตว์หรือโกหกใครมา เมื่อไม่สบายใจ จะนั่งสมาธิอย่างไรก็ไม่ได้สมาธิ

ศีล เพิ่มความเร็วของผลการให้ทาน

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจที่ผมเคยอ่านเจอในหนังสือ ความสำเร็จที่ได้มาจากพระพุทธเจ้าโดยคุณสุทธิพงศ์ ที่มีเงินได้หลายล้านภายในไม่กี่ปีด้วยการสร้างบุญ บอกว่า ทาน ศีล และภาวนา เกี่ยวข้องกันคือ หากเราให้ทานอย่างถูกต้อง ผลของการให้ทานอาจปรากฏอีกยี่สิบปีข้างหน้า แต่หากคน ๆ นั้นรักษาศีลอย่างเข้มงวดด้วย (โดยเฉพาะถ้าเป็นศีล 8 ในวันพระได้จะดีมาก) ผลของการให้ทานอาจทำให้คน ๆ นั้นรวยภายใน 10 ปี และยิ่งกว่านั้นหากคน ๆ นั้นได้ภาวนาอย่างเข้มข้นผลก็จะปรากฎภายใน 5 ปีเป็นต้น ซึ่งตัวเลขนี้เปรียบเทียบให้เห็นแบบง่าย ๆ ไม่มีสูตรที่แท้จริง

 

ไม่เจ็บป่วยด้วยการรักษาศีล

ดังนั้น ศีลจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่พึงรักษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะความปรารถนาของมนุษย์ต่างก็คล้ายคลึงกันคือ ต้องการรวย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ หน้าตาดี อายุยืน และต้องการเป็นคนฉลาด ซึ่งในทางธรรม ก็คือต้องให้ทาน รักษาศีล และบำเพ็ญภาวนานั้นเอง โดยเฉพาะคนเมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้นก็กลัวที่จะเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งหากเป็นกรรมจากชาติปางก่อน เราคงแก้ไม่ได้มาก คงทำได้เพียงหมั่นทำบุญและอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร(อ่านวิธีอุทิศบุญให้ได้ผลที่ http://www.cityvariety.com/index.php?cmd=citycontent&option=dhamma&id=7336 )

แต่หากเรารักษาศีลก็จะช่วยไม่ให้เกิดกรรมใหม่ ๆ ที่จะทำให้เราเจ็บป่วยเมื่อยามแก่ ยิ่งเดี๋ยวนี้กรรมติดจรวจเร็วด่วนภายในชาตินี้ก็เห็นเยอะแยะไป (ดูตัวอย่างได้ที่บทความที่ผ่านมาเยอะแยะครับ)

วิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ หากเราคิดเชิงวิทยาศาสตร์หรือความน่าจะเป็นก็จะพบว่าโรคภัยไข้เจ็บเกิดจากการประพฤติผิดศีล 5 ได้ เช่น หากใครไปฆ่าสัตว์หรือทำร้ายใคร ไปโกหกคนอื่น ขโมยของคนอื่นก็จะทำให้จิตใจเศร้าหมองตามไปด้วย เมื่อใจเศร้าร่างกายก็เศร้าไม่สบายไปด้วย ดูง่าย ๆ ใครลองไปด่าคนอื่น หัวใจจะเต้นเร็ว บางครั้งปวดท้องเพราะน้ำย่อยจะหลั่งมากผิดปกติ ยิ่งถ้าใครเจ้าชู้ก็ยิ่งทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมมากกว่าคนทั่วไป จิตใจก็ไม่สงบ และที่ชัดที่สุดคือกินเหล้าทำร้ายสุขภาพเต็ม ๆ (แปลกว่าขนาดทุกโฆษณาของเหล้าเองมีการเขียนเตือนว่าเหล้าเป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ยังมีคนชอบดื่มกันทั่วบ้านทั่วเมือง)

ศีล 8 ยิ่งน่าสน

ทั้งนี้ นอกจากศีล 5 แล้วผมพบว่าศีล 8 เป็นสิ่งที่น่าปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เพราะจากการอ่านพบว่าได้อานิสงส์มากตามที่ได้เรียนให้ทราบ ผมจึงถือศีล 8 ทุกวันพระมาตั้งแต่ต้นปี 53 และเมื่อไม่นานมานี้ มีเพื่อนผมคนหนึ่งอยู่ดีดีก็มาถือศีล 8 ตามผม ถามไปถามมาพบว่าเพราะว่าไปบนว่าถ้าขายบ้านได้จะถือศีล 8 วันพระ อืมม...ก็ดีเหมือนกัน

ส่วนหลายท่านสงสัยว่าศีล 8 มี 3 ข้อที่เพิ่มขึ้นมาจากศีล 5 มีอะไรบ้าง ก็สรุปให้ฟังง่าย ๆ ว่าเริ่มจากศีลข้อ 3 เปลี่ยนจากกาเมสุมิฉาจาร.... เป็น อพรหมจริยาหมายถึงการไม่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งสัปดาห์ละครั้งคงไม่เป็นไรสำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ น่ะครับ ส่วนอีกสามข้อผมแต่งเองเป็นไม่กินหลังเที่ยง ไม่นอนเตียงสูง ไม่ดูหนังและไม่แต่งหน้า

ถือศีล 8 ได้สุขภาพ

ซึ่งหลังจากผมปฏิบัติถือศีล 8 ในวันพระก็คิดเหมือนกันว่าอีกสามข้อทำไปทำไม ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน แต่ที่แน่ ๆ คือน่าจะได้เรื่องสุขภาพเหมือนกับสัปดาห์หนึ่งดีท๊อกซ์วันหนึ่ง  เพราะเคยอ่านเจอว่าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์หรือนโปเลียนจะงดทานอาหาร ทานแต่น้ำสัปดาห์ละวันเพื่อให้ร่างกายพักผ่อนจากการเผาผลาญอาหาร (ข้อเท็จจริงไม่ยืนยัน) ซึ่งผมพบว่าแค่ไม่ทานหลังเที่ยง แต่ทานน้ำปานะ (น้ำที่ไม่มีกากใย ถ้าเป็นน้ำผลไม้ต้องเป็นผลไม้เล็กกว่าละมุดคั้นจนไม่เหลือกาก) ซึ่งผมจะทานน้ำเต้าหู้อยู่ท้องดี และพอเช้าวันต่อมาก็รู้สึกเบาตัว ไม่อึดอัดดี

วันถือศีล 8 กลายเป็นวันข่มใจ

นอกจากนี้ ผมคิดเอาเองว่าวันพระของผมที่ผมถือศีล 8 น่าเรียกได้ว่าเป็นวันข่มใจ ซึ่งการข่มใจในทางธรรมเป็นสิ่งที่ดี เรียกว่า ทมะ เป็น 1 ในห้าข้อในฆราวาสธรรม 5 เพราะการไม่ทานอาหารหลังเที่ยงก็ต้องข่มใจต่อความหอมหวาน การอยากทาน การไม่นอนเตียงสูงก็ทำให้ต้องข่มใจต่อความสบาย การไม่ดูหนัง (แต่ผมเองก็ไม่เคร่งมากข้อนี้) ก็ทำให้ต้องข่มใจต่อความสนุกสนานไร้สาระ และการไม่แต่งหน้า (ผู้ชายไม่ค่อยเป็นไร) ก็ทำให้ต้องข่มใจต่อการไม่สวยงาม

ซึ่งผมเชื่อว่าหากใครได้ข่มใจในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะทำให้ข่มใจต่อความอยากหรือตัณหาอื่น ๆ ได้อีกเยอะ และทำให้ชีวิตเราไม่ฟุ้งเฟ้อและนำไปสู่ความสุขได้ในที่สุดครับ

โอกาสนี้ ก็ขอเชิญชวนท่านทั้งหลายมาถือศีล 8 วันพระกันน่ะครับ ขออนุโมทนาครับ

-------------------------- กฤตโชค ชัยพัฒนาการ Kritchoak@yahoo.com Web Director of CityVariety.com --------

หมายเหตุ  การสมาทานศีล 8 มีดังนี้ครับ

  1. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการฆ่าสัตว์
  2. อทินฺนา ทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการลักสิ่งของที่ผู้อื่นมิได้ให้
  3. อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์
  4. มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
  5. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
  6. วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล (หลังเที่ยงถึงวันใหม่)
  7. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี และประดับร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องประดับ เครื่องทา เครื่องย้อม
  8. อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการนั่งนอนเหนือเตียงตั่ง ที่เท้าสูงเกิน ภายในมีนุ่นหรือสำลี

 

 
ความคิดเห็นที่ 6
ขอบคุณค่ะ อนุโมทนาสาธุค่ะ^^

โดย : ฝ้าย    fayjutarat@hotmail.com    IP : 101.51.177.xxx
Date : 2014-04-05 21:50:25
ความคิดเห็นที่ 7

โดย : Jasmin    Maya1212yy@gmail.com    IP : 180.183.142.xxx
Date : 2014-07-08 20:34:18
หน้า 1, 2
แสดงความคิดเห็น
B I I COLOR IMG LINK LINK
  ชื่อ
  ติดต่อ  ( เบอร์โทร,E-mail )
  รหัสรูปภาพ
          
City Dhamma ที่น่าสนใจอื่นๆ 10 อันดับ ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด
 
ย้อนกลับ | ดูทั้งหมด

 
   

     
 
พูดคุยกับทีมงาน | รู้จักCityvariety | โฆษณากับเรา | ชมสัมภาษณ์ CV ช่อง9   สถิติผู้เข้าชม

©Copyright 2002 ,CityVariety Corporation Co.,Ltd.
Tel  074-237692,074-348611   Fax  074-237735    E-mail : webadmin@cityvariety.com